แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดไดโอด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วัดไดโอด แสดงบทความทั้งหมด

อธิบายการวัดไดโอดด้วยมิเตอร์ดิจิตอลเช็คสภาพไดโอดขาด ไดโอดช๊อตและไดโอดดี

การวัดไดโอดเพื่อเช็คว่าไดโอดขาด ไดโอดช๊อต หรือไดโอดสภาพดีสามารถใช้มัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลหรือมัลติมิเตอร์แบบเข็มวัดก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นคุณมีมัลติมิเตอร์แบบไหนอยู่ในมือ   ดังนั้นจำเป็นต้องทราบวิธีการวัดไดโอดด้วยมิเตอร์ทั้ง 2 แบบเลย   ไดโอดเป็นอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ที่ประกอบด้วยสาร P และ สาร N  และไดโอดเป็นอุปกรณ์ที่มีขั้ว  +  ขั้ว -    หลักการวัดไดโอดคือใช้ไฟ + และไฟ  - จากมัลติมิเตอร์จ่ายให้ไดโอดทำงานเรียกว่าการไบอัสตรง  เมื่อไบอัสตรงไดโอดจะทำงานยอมให้กระแสไหลผ่านได้พร้อมกับมีแรงดันตกคร่อมไดโอดประมาณ 0.5-0.8V   ถ้าจ่ายไบอัสตรงให้ไดโอดแล้วแต่ไม่มีแรงดันตกคร่อมไดโอดเลยก็ทำให้เราทราบว่ารอยต่อ PN เสียหายแล้วนั่นคือไดโอดเสียแบบซ๊อตหรือเสียแบบขาด  เมื่อจ่ายไบอัสกลับให้ไดโอดถ้าไดโอดสภาพดีมันจะกั้นไม่ให้กระแสไหลผ่านได้แต่ถ้าไบอัสกลับแล้วไดโอดนำกระแสได้ไดโอดตัวนั้นจะเสียในลักษณะซ๊อตหรือรั่ว  สรุปการวัดไดโอดคือใช้ไฟจากมัลติมิเตอร์เพื่อจ่ายไฟไบอัสตรงและไบอัสกลับให้ไดโอดเพื่อเช็คสภาพรอยต่อ PN   ให้ดู 2 รูปนี้ก่อนทำการวัด




ไดโอด   ໄດໂອດ  Diode
    แสดงขั้วของไดโอด



วัดไดโอด   Diode  Test
    
 ไฟจากสายวัด สายสีแดงไฟ +     สายสีดำไฟ -     เมื่อตั้งย่านวัดไดโอดมิเตอร์รุ่น UT33A+   จะมีไฟ  2.1V  1mA 



ขั้นตอนการวัด Diode ด้วยดิจิตอลมัลติมิเตอร์
1. เสียบสายวัดสีดำเข้ากับพอร์ตชื่อ COM และสายวัดสีแดงเข้ากับพอร์ตชื่อ  VΩmAµA   ตามรูป  จากนั้นปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ย่านวัดไดโอด   หน้าจอจะแสดงสัญลักษณ์ไดโอด
2. ต่อสายวัดสีแดง ( ไฟ + ) เข้ากับขาแอโนด ( ขั้ว +)  และต่อสายวัดสีดำ  ( ไฟ - ) เข้ากับขาแคโทด ( ขั้ว - )  ตามรูปนี้เรียกว่าการไบอัสตรงหน้าจอจะแสดงแรงดันตกคร่อมไดโอด     0.5-0.8V      หมายถึงไดโอดสภาพดี



    เสียบสายวัดเข้าตามรูปนี้   เสียบสายวัดสีดำเข้ากับพอร์ตชื่อ COM



วัดไดโอด   Diode  test     ວັດໄດໂອດ
    เมื่อจ่ายไฟไบอัสตรงจะมีแรงดันตกคร่อมไดโอด  0.5-0.8V หมายถึงไดโอดสภาพดี  



3. ต่อสายวัดสลับกับขั้ว 2  เพื่อจ่ายไบอัสกลับให้ไดโอดโดย  สีแดง ( ไฟ + ) เข้ากับขาแคโทด ( ขั้ว -)  และต่อสายวัดสีดำ  ( ไฟ - ) เข้ากับขาแอโนด ( ขั้ว +)  ไดโอดสภาพดีหน้าจอจะแสดง OL 
4. การวัดไดโอดต้องวัดขณะที่ไม่มีไฟ หรือวัดนอกวงจร  ให้ปิดสวิตช์และถอดปลั๊กก่อนวัดทุกครั้ง



electronic components testing   วัดไดโอด   Diode
   เมื่อไบอัสกลับให้ไดโอด ไดโอดสภาพดี หน้าจอจะแสดง  OL


สรุปการวัดไดโอด
1. ไดโอดสภาพดีจะแสดงแรงดันตกคร่องไดโอด   0.5-0.8V    1 ครั้ง และหน้าจอแสดง  OL    1 ครั้ง
2. ไดโอดขาด   เมื่อวัดและสลับสายแล้ววัดหน้าจอจะแสดง  OL     ทั้ง  2 ครั้ง
3. ไดโอดซ๊อต  เมื่อวัดและสลับสายแล้ววัดหน้าจอจะแสดง  0.000  ทั้ง  2 ครั้ง



   รูปแสดงไดโอดขาดเมื่อวัดและสลับสายแล้ววัด   หน้าจอจะแสดง  OL  ทั้ง  2 ครั้ง





   รูปแสดงไดโอดซ๊อตเมื่อวัดและสลับสายแล้ววัด  หน้าจอจะแสดง  0.000  ทั้ง  2 ครั้ง



ศึกษาเรื่อง    ความเที่ยงตรง   และ   ความแม่นยำ  ของการวัด 
ในคลิบ    Youtube     นี้        และ 
ใต้คลิบจะมีแนะนำ  มัลติมิเตอร์ รุ่น  102L  AL01  ที่วัดค่า R-L-C ได้ครบ ๆ 






>>>>>    อ่านต่อ   เรื่องน่าสนใจ


วัดไดโอด ด้วยมิเตอร์แบบเข็ม


วัดไดโอด  SMD  

วัดไดโอดบริดจ์ 

วัด LED หรือไดโอดเปล่งแสง

วัดฟิวส์

วัดทรานซิสเตอร์   ด้วยมัลติมิเตอร์ดิจิตอล

วัดทรานซิสเตอร์   ด้วยมัลติมิเตอร์แบบเข็ม

วัดทรานซิสเตอร์จานบิน และทรานซิสเตอร์ SMD

วัดทรานซิสเตอร์รั่ว

วัด SCR และหาขาเอสซีอาร์

การวัดไดโอดบริดจ์ของวงจรเรียงกระแสแบบเต็มคลื่นด้วยมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอล

วงจรเรียงกระแสแบบเต็มคลื่นใช้ไดโอดบริดจ์ซึ่งวงจรภายในของไดโอดบริดจ์มีไดโอด 4 ตัว วงจรข้างในจะเหมือนกันหมดทุกเบอร์หรือเป็นวงจรมาตรฐาน   ขั้นตอนการวัดอันดับแรกทำความเข้าใจวงจรข้างในว่าไดโอดแบบนี้มีขาอะไรบ้าง   มีทิศทางการต่ออย่างไรให้ดูไดอะแกรมในรูปจะมีขา +  ขา -   ขาไฟ AC จุด 1 และขาไฟ AC จุด 2      อันดับที่2 เข้าใจขั้วไฟของสายวัดมิเตอร์ว่ามัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลและมัลติมิเตอร์แบบเข็มจะมีขั้วไฟตอนวัดไดโอดแตกต่างกัน    ไดโอดบริดจ์เป็นอุปกรณ์หลักในวงจรภาคจ่ายไฟและเป็นไดโอดทีทนกระแสได้หลายแอมป์จึงมีขนาดใหญ่ ส่วนรูปร่างหรือแพคเกจของไดโอดมีแบบเคสสี่เหลี่ยม  แบบกลม    ตัวอย่างเบอร์    KBPC10 ทนกระแสได้ 10A   ,  KBPC15  ทนกระแสได้ 15A  ,   KBPC25  ทนกระแสได้ 25A   ,   KBPC35    ทนกระแสได้ 35A   ,  KBPC50  ทนกระแสได้ 50A  เป็นต้น  ตัวเลขตัวหลังสุดบอกค่าแรงดันที่ทนได้    โดย  01 =  100V  ,  02 = 200V ,  04 =  400V ,  06 = 600V , 08=800V ,   10 = 1000V  ,  12=1200V ,  14=1400V  , 16=1600V   เป็นต้น      ยกตัวอย่างเบอร์    KBPC3504  ทนกระแสได้  35A  แรงดัน 400V     เบอร์    KBPC3512   ทนกระแสได้  35A   แรงดัน 1200V  ,    KBPC1006  ทนกระแสได้  10A แรงดัน 600V




วัดไดโอดบริดจ์   วัดไดโอด   Test   Diode  Bridge
    สังเกตขาของไดโอดบริดจ์ขา + และลบจะอยู่แนวทะแยงมุมกัน ขา AC กับ AC จะอยู่ทะแยงมุมกัน



  
วัดไดโอดบริดจ์   Test  Check  Diode Bridge   ໄດໂອດ

   สังเกตขาของไดโอดบริดจ์ขา + และ -  จะอยู่ริม ส่วนขา AC จะอยู่ด้านใน



ขั้้นตอนการวัดไดโอดบริดจ์แบบคราวๆ อย่างรวดเร็ว
1. หาตำเหน่งขาของไดโอดบริดจ์ตามรูปด้านบนและดูวงจรมาตรฐานของไดโอดบริดจ์ตามรูปด้านล่างนี้
2. ปรับสวิต์เลือกย่านวัดไปที่ย่านวัดไดโอด  หน้าจอจะแสดงรูปสัญลักษณ์ไดโอด
3. วัดขา AC กับขา AC  ตามหลักแล้วไฟ AC กับไฟ AC  2 เส้นต้องไม่ต่อถึงกันเด็ดขาดดังนั้น วัดขา AC  กับขา AC  วัดและสลับสายวัด  ขึ้น OL   2 ครั้ง = ดี
4.  วัดขา + และ -  ตามหลักแล้วไฟ + -  ต้องไหลได้ทิศทางเดียวคือไหลจาก +  ไป -  ดังนั้นวัดขา + - ต้องวัดขึ้น  1  ครั้ง   และวัดได้  OL   1 ครั้ง = ดี

วัดไดโอด   วงจรข้างในของไดโอดบริดจ์

                                                              วงจรข้างในของไดโอดบริดจ์




Test  Bridge Rectifier  Diode
                  วัดขา AC  กับขา AC  วัดและสลับสายวัด  ขึ้น OL   2 ครั้ง =  ดี



Test   Bridge Rectifier  Diode
วัดขา + และ - ต้องมีกระแสไหลได้ทิศทางเดียว ได้แรงดันตกคร่อมไดโอด 2 ตัวรวมกัน = 0.89V



Test  Bridge   Diode   ໄດໂອດ

สลับสายวัด วัดขา + และ - ต้องมีกระแสไหลได้ทิศทางเดียว ไดโอดไม่ยอมให้กระแสไหลหน้าจอขึ้น OL



ขั้นตอนการวัดไดโอดแบบวัดไดโอดทั้ง 4 ตัว เป็นการวัดแบบละเอียด
1.  สังเกตขาและวงจรข้างในของไดโอดบริดจ์  ให้สังเกตว่าขา + ของไดโอดบริดจ์แต่จริงๆเป็นขาแคโทดของไดโอดซึ่งต้องการไฟ -
2.  วัดไดโอดตัวที่ 1 และ  2   (  D1 และ  D2  )  สายวัดสีดำจับยึดขา +  ไว้คงที่เพราะขา + ของไดโอดบริดจ์แต่จริงๆเป็นขั้วแคโทดของไดโอด   ส่วนสายวัดสีแดงวัดขา AC ที่ 1 และขา AC ที่ 2 ไดโอดดีจะต้องมีแรงดันตกคร่อม  0.4V-0.8V   หมายถึงไดโอดดี   ถ้าเสียลักษณะขาดขึ้น OL  ถ้าเสียลักษณะช๊อตขึ้น 0.000


                                           ไดอะแกรมเพื่อวัดไดโอดตัวที่ 1 และตัวที่ 2  (  D1 และ  D2  )




Test  Bridge Rectifier  Diode




 สายสีดำจับยึดขา + ไว้คงที่   ส่วนสายสีแดงวัดขา AC ทั้งสอง   มีแรงดันตกคร่อมไดโอด 0.4-0.8V คือไดโอดดี


3.  วัดไดโอดตัวที่ 3 และ 4  (  D3 และ  D4  )  สายวัดสีแดงจับยึดขา  -  ไว้คงที่  ส่วนสายวัดสีดำวัดขา AC ที่ 1 และขา AC ที่ 2     ไดโอดดีจะต้องมีแรงดันตกคร่อม  0.4V-0.8V   หมายถึงไดโอดดี  ถ้าเสียลักษณะขาดขึ้น OL  ถ้าเสียลักษณะช๊อตขึ้น 0.000


สายวัดสีแดงจับยึดขาไดโอด -   ไว้คงที่  ส่วนสายวัดสีดำวัดขา AC ที่ 1  ไดโอดดีจะมีแรงดันตกคร่อม  0.4V - 0.8V   (ขึ้นอยู่กับเบอร์ไดโอด)



สายวัดสีแดงจับยึดขา -   ไว้คงที่  ส่วนสายวัดสีดำวัดขา AC ที่ 2   ไดโอดดีจะมีแรงดันตกคร่อม  0.4V - 0.8V    (ขึ้นอยู่กับเบอร์ไดโอด)




การวัดไดโอด SMD เช่น เบอร์ RS2M ES1J เป็นต้น

รู้จักสเปคและลักษณะของไดโอด SMD ก่อนวัด  ไดโอดแบบ SMD มีขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่  ทนกระแสได้ขึ้นอยู่กับเบอร์และขนาด เช่น  10mA  30mA  50mA  100mA   150mA  200mA  300mA  500mA  700mA  1A   2A  3 A  4A  5A   8A  10A  15A  25A  30A   เป็นต้น   เวลาใช้มัลติมิเตอร์แบบเข็มวัดต้องระวังในการเลือกย่านวัดเพราะไฟจากสายวัดอาจทำลายรอยต่อ PN  ได้ ดังนั้นไดโอดขนาดเล็กมากควรใช้ Rx100 ซึ่งมีไฟ  1.5mA  3VDC  ไดโอดเล็กใช้ Rx10 ซึ่งมีไฟ  15mA  3VDC  ไดโอดขนาดใหญ่ใช้  Rx1 มีไฟ  150mA  3VDC   ส่วนมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลใช้ย่านวัดไดโอดและย่านวัดไดโอดนี้จะจ่ายกระแสน้อยมากจึงไม่ต้องระวัง    ยกตัวอย่างเช่นมิเตอร์ดิจิตอลรุ่น  UT33A+   มีกระแส  Test Current  แค่ 1mA  2.1V   ไดโอด SMD ใช้ในวงจรหลากหลายมาก เช่น วงจรเรียงกระแสความถี่ต่ำ  วงจรเรียงกระแสความถี่สูง  สวิตชิ่ง    อะแดปเตอร์    วงจรควบคุมไฟแบตเตอรี่   อินเวอร์เตอร์  คอนเวอเตอร์  วงจรบล๊อกไฟ  วงจรป้องกันการสลับขั้วไฟ  



วัดไดโอด   SMD   ໄດໂອດ   Diode
   ลักษณะไดโอด SMD และขั้วของมัน



รู้จักขั้วไฟสายวัดมัลติมิเตอร์และแรงดันตกคร่อมไดโอด   SMD
หลักการวัดไดโอดคือใช้ไฟจากสายวัดมิเตอร์จ่ายให้ไดโอดแล้วดูว่ารอยต่อ PN เสียหายหรือไม่ ถ้ารอยต่อ PN ดีเมื่อไบอัสตรงจะมีแรงดันตกคร่อมไดโอด และเมื่อไบอัสกลับไดโอดต้องกั้นกระแสไม่ให้ไหลผ่านได้
ไดโอด SMD  นั้นจากการสำรวจพบว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ  แบบมาตรฐาน      (Standard  Type )  และ  แบบ SCHOTTKY    DIODE  แรงดันทีตกคร่อมมีตั้งแต่  0.1V  จนถึง 2.2V ขึ้นอยู่กับเบอร์   สังเกตขั้วไฟของมัลติมิเตอร์ทั้ง 2 แบบด้านล่างนี้จะแตกต่างกัน ใช้เพื่อทำความเข้าใจการไบอัสตรงและไบอัสกลับ




การใช้มัลติมิเตอร์
   ขั้วไฟของมัลติมิเตอร์แบบเข็มเมื่อตั้งย่านวัดโอห์ม (  R )



การใช้มัลติมิเตอร์
   ขั้วไฟของมัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลเมื่อตั้งย่านวัดไดโอด



แสดงการวัดไดโอด SMD ด้วยดิจิตอลมัลติมิเตอร์ เมื่อไบอัสตรงและไบอัสกลับ  
-   ไดโอดสภาพดีจะแสดงแรงดันตกคร่องไดโอด   0.1V  -2.8V    1 ครั้ง และหน้าจอแสดง  OL    1 ครั้ง  
-   ส่วนไดโอดเสียถ้าไดโอดขาด  เมื่อวัดและสลับสายแล้ววัดหน้าจอจะแสดง  OL    ทั้ง  2 ครั้ง 
-   ถ้าไดโอดซ๊อต  เมื่อวัดและสลับสายแล้ววัดหน้าจอจะแสดง  0.000  ทั้ง  2 ครั้ง


วัดไดโอด    Test   Check   Diode
    เมื่อไบอัสตรงไดโอดดีจะมีแรงดันตกคร่อม   0.1V  -2.2V   ขึ้นอยู่กับเบอร์ไดโอด



วัดไดโอด   SMD
    เมื่อไบอัสกลับไดโอดไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้ หน้อจอแสดง OL คือไดโอดดี




แสดงการวัดไดโอด SMD ด้วยมัลติมิเตอร์แบบเข็ม เมื่อไบอัสตรงและไบอัสกลับ
-   ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้น 1 ครั้ง  ไม่ขึ้น 1 ครั้งแสดงว่าไดโอดสภาพดี  
-   กรณีไดโอดเสียแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ   1) เข็มไม่ขึ้นทั้ง 2 ครั้ง คือไดโอดขาด ( ความหมายเดียวกันกับเข็มชี้ที่  ∞ )   2)  เข็มขึ้น 0 โอห์มทั้ง 2 ครั้ง  คือไดโอดซ๊อต



Test  Check  Diode
   เมื่อไบอัสตรงจะมีแรงดันตกคร่อมไดโอด เมื่อดูในสเกลวัด R  จะมีความต้านทานหลายโอห์ม  เช่นในรูปนี้เข็มที่ที่ประมาณ    10   โอห์ม 


    เมื่อไบอัสกลับไดโอดจะไม่ยอมให้กระแสไหลผ่าน  เข็มไม่ขึ้น ( เข็มจะชี้ที่ ∞  )







การวัดไดโอดขาดและไดโอดช๊อตด้วยมัลติมิเตอร์แบบเข็ม

การอธิบายการวัดไดโอดต้องทราบขาของไดโอดและการตั้งค่าย่านวัดของมัลติมิเตอร์แบบเข็มว่าทำไมต้องตั้งค่าแบบนี้   ไดโอดมี 2 ขาคือขาแอโนดและขาแคโทด  ดูรูปช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น   ขาแอโนดต้องการไฟ + และขาแคโทดต้องการไฟ -    เมื่อไดโอดได้รับไฟตามเงื่อนไขที่มันต้องการมันจะยอมให้กระแสไหล่ผ่านได้ หลักการวัดไดโอดคือใช้ไฟจากมัลติมิเตอร์จ่ายไบอัสตรงและไบอัสกลับให้ไดโอดแล้วเช็คว่ามันนำกระแสได้หรือหยุดนำกระแสได้หรือไม่    ด้วยวิธีการนี้ทำให้เรารู้ว่ารอยต่อ PN เสียหายหรือไม่  วิธีการตั้งค่าย่านวัดเพื่อวัดไดโอดนั้นให้ดูขนาดของไดโอดประกอบด้วย     โดยไดโอดขนาดใหญ่และขนาดมาตรฐานให้ใช้ย่านวัด  Rx1   ไดโอดเบอร์มาตรฐานยอดนิยม เช่น    เบอร์  1N4001  1N4002   1N4003  1N4004   1N4005   1N4006  1N4007 ซึ่งเบอร์เหล่านี้ทนกระแสได้   1A    ไดโอดขนาดเล็กให้ใช้ย่านวัด Rx10 หรือ Rx100  สาเหตุที่ต้องเลือกย่านวัดให้เหมาะสมกับขนาดของไดโอดเนื่องจากย่านวัด Rx1 จ่ายไฟ 150mA  3VDC  , ย่านวัด Rx10  จ่ายไฟ 15mA  3VDC  , ย่านวัด Rx100 จ่ายไฟ 1.5mA    3VDC  ไดโอดขนาดเล็กถ้าใช้ย่านวัดที่มีไฟเยอะไปรอยต่อ PN อาจเสียหายได้   ไฟ 3VDC นี้ก็มาจากแบตเตอร์รี่ของมัลติมิเตอร์นั้นเอง    ข้อสังเกตมัลติมิเตอร์แบบเข็มจะสามารถจ่ายกระแสได้มากกว่ามัลติมิเตอร์แบบดิจิตอลเพื่อวัดสภาพอุปกรณ์ต่างๆและนี้ก็เป็นจุดเด่นมัลติมิเตอร์แบบเข็ม  





แสดงย่านวัดไดโอดใช้    Rx1 หรือ  Rx10  การเลือกขึ้นอยู่กับขนาดของไดโอด



ไดโอด  ໄດໂອດ  Diode

   แสดงขั้วของไดโอด



ขั้วไฟจากสายวัดของมัลติมิเตอร์แบบญุี่ปุ่น
เมื่อปรับสวิตช์เลือกย่านวัดไปที่ย่านวัดโอห์ม เช่น  Rx1   Rx10  Rx100  Rx100  สายวัดสีดำจะจ่ายไฟขั้ว +
ส่วนสายวัดสีแดงจะจ่ายไฟขั้ว  -  ที่เป็นเช่นนี้เพราะวงจรข้างในของมัลติเตอร์แบบญุี่ปุ่นที่ย่านวัดโอห์มสายวัดสีดำจะต่ออยู่กับขั้วบวกของแบตเตอร์รี่และสายวัดสีแดงจะต่ออยู่กับขั้วลบของแบตเตอร์รี่   เมื่อเข้าใจเรื่องขั้วไฟของสายวัดแล้วเราจะรู้ได้ทันที่ว่าขณะที่วัดนั้นเป็นการไบอัสตรงหรือไบอัสกลับให้ไดโอดอยู่



การใช้มัลติมิเตอร์
   ไฟจากสายวัดมัลติมิเตอร์แบบ Japan เมื่อปรับไปที่ย่านวัดโอห์ม



ขั้นตอนการวัดไดโอดด้วยด้วยมัลติมิเตอร์แบบเข็ม
1. เสียบสายวัดสีแดงกับรูเสียบ  +  (P)  และสายวัดสีดำเข้ากับรูเสียบ -COM 
2. ต่อสายวัดแบบไบอัสตรงให้ไดโอดตามรูป  ไดโอดสภาพดีจะมีแรงดันตกคร่อมและถ้าดูจากสเกลความต้านทานจะมีความต้านทานหลายโอห์ม ตามรูปประมาณ  10 โอห์ม  เข็มชี้แสดงความต้านทานหลายโอห์มหมายถึงรอยต่อ PN ปกติและที่เข็มขึ้นนี้เพราะไดโอดยอมให้กระแสไหลผ่านได้
3. ต่อสายวัดแบบไบอัสกลับให้ไดโอดตามรูป    ไดโอดสภาพดีจะไม่ยอมให้กระแสไหลและเข็มจะไม่ขึ้น  (เข็มชี้ที่ขอบสุดตรงสเกล  ∞ )

สรุปการวัดไดโอด   หลายคนสรุปง่ายๆว่า   การตรวจวัดไดโอด ถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้น 1 ครั้ง  ไม่ขึ้น 1 ครั้งแสดงว่าไดโอดสภาพดี  ดูลักษณะเข็มขึ้นและเข็มไม่ขึ้นตามรูปด้านล่าง




วัดไดโอด  Test  Check  Diode
   วัดไดโอดแบบไบอัสตรงจะยอมให้กระแสไหลผ่านได้ เข็มชี้ที่ความต้านทานหลายโอห์ม




วัดไดโอด   ໄດໂອດ
    วัดไดโอดแบบไบอัสกลับ ไดโอดจะไม่ยอมให้กระแสไหลผ่านได้เข็มจึงไม่ขึ้น (หรือชี้ที่สเกล ∞)


 ลักษณะไดโอดเสีย  
 การตรวจวัดไดโอดถ้าเข็มมิเตอร์ไม่ขึ้นทั้ง 2 ครั้งแสดงว่าไดโอดขาด  รอยต่อ PN ขาดและเสียหายแล้ว
 การตรวจวัดไดโอดถ้าเข็มมิเตอร์ขึ้นทั้ง 2 ครั้งแสดงว่าไดโอดซ๊อต รอยต่อ PN   เสียหายแล้ว
 วิธีการวัดไดโอดแบบง่ายๆและสั้นๆคือให้วัด 2 ครั้ง วัดแล้วสลับสายวัดอีกครัง
-   เข็มไม่ขึ้นทั้ง 2 ครั้ง คือไดโอดขาด ( ความหมายเดียวกันกับเข็มชี้ที่  ∞ )
 -  เข็มขึ้น 0 โอห์มทั้ง 2 ครั้ง คือไดโอดซ๊อต



การใช้มัลติมิเตอร์   วัดไดโอด
   ไดโอดขาด     วัดไม่ขึ้น    2  ครั้ง หรือเข็มชี้ที่ ∞ ตลอด (เข็มไม่ขึ้นเลย )



วัดไดโอด    Test  Check  Diode
   ไดโอดช๊อต   วัดขึ้นทั้ง   2 ครั้ง    ( ได้ 0 โอห์ม 2 ครั้ง )